นายกรัฐมนตรีมั่นใจ EEC สร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ สู่ประเทศรายได้สูง ขยายโมเดลทุกภาคเชื่อมต่อ CLMV

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยที่มีรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่มีรายได้สูง โดยจะต้องเชื่อมโยง EEC กับอุตสาหกรรมเดิมที่มี เพื่อยกระดับสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดสู่การสร้างเมืองอัจฉริยะ เมืองทันสมัยในอนาคตได้ รวมถึงจะส่งเสริมการผลักกันประเทศไทย 4.0 

นอกจากนี้ จะทำให้ EEC เชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษอีก 10 จังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV ซึ่งขณะนี้ภาครัฐอยู่ระหว่างการปรับแก้กฏหมายและกฎระเบียบต่างๆที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน และจะผลักดันให้เกิดการลงทุนในรูปแบบคล้ายกับ EEC ในภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันตกของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนา คือ ทรัพยากรมนุษย์และการปฏิรูปการศึกษา โดยต้องปรับให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และการเร่งพัฒนาศักยภาพของภาษา รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาคนในประเทศไปพร้อมกัน

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งเบื้องต้นได้หารือกับนักลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ ค่าย BMW ยืนยันจะขยายฐานการผลิตในไทยต่อไป รวมถึงการลงทุนผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เช่นเดียวกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) เตรียมประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ในพื้นที่ EEC และวางแผนเดินหน้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต 

ด้าน บริษัท บริดจสโตน ประกาศแผนการผลิตยางล้อสำหรับเครื่องบิน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอากาศยานในไทย รวมทั้งรัฐบาลยังได้หารือกับกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อยู่ระหว่างศึกษาหาพื้นที่ลงทุน

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการพัฒนา EEC ให้เกิดผลในเชิงรูปธรรมได้อย่างรวดเร็วโดยมีประเด็นหลัก คือ สร้างเมืองการบินภาคตะวันออก ลงทุน 2 แสนล้านบาท บนพื้นที่ 6,500 ไร่ ของสนามบินอู่ตะเภา รวมทั้งเห็นชอบโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ ดอนเมือง อู่ตะเภา และสุวรรณภูมิ โดยให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งรัดการศึกษาความเหมาะสมโดยเร็ว และเห็นชอบแนวทางการพัฒนาเขตเทคโนโลยี 2 แห่ง ได้แก่ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) จ.ระยอง 350 ไร่ และเขตนวัตกรรมดิจิทัลภาคตะวันออก (อีอีซีดี) จ.ชลบุรี 700-800 ไร่

เอกชนขานรับลงทุน

ฮิโรกิ มิทสึมาตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น(เจโทร) เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายของไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะมีการลงทุนจริงในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อใด เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นมองว่า ขณะนี้พื้นที่ EEC ควรจะมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ปัจจุบัน เพราะสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ โดยใช้รูปแบบเดียวกับที่มีในญี่ปุ่น เช่น การให้สิทธิประโยชน์เฉพาะรายบริการที่นำนวัตกรรมมาพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต สินค้าเกษตรแปรรูป ตลอดจน การยกเลิกการใช้แรงงานต่างชาติต่อแรงงานไทย 1 ต่อ 4 เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาทำงานในบริษัทไทยที่มีความต้องการโดยตรง

นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ กล่าวว่า บริษัทมีความสนใจเข้ามาลงทุนใน EEC อย่างมากโดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาลและศูนย์ดูแลสุขภาพ (เมดิคอล) แต่ต้องการให้ภาครัฐบาลประกาศแผนชัดเจนในการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง (ฮับ) เมดิคอล เพราะเป็นสิ่งสำคัญ จากที่ผ่านมารัฐบาลเน้นแต่เรื่องลงทุนภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

ขณะที่ เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า บริษัท ปตท. กำลังศึกษาแผนลงทุนการสร้างสาธารณูปโภคไว้รองรับพื้นที่บริเวณวังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง เพื่อที่จะดึงเป็นศูนย์รวมการสร้างนวัตกรรม และพร้อมดึงนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามารวมอยู่ในพื้นที่ โดยกลุ่ม ปตท. มีแผนลงทุนในโครงการ EEC รวมวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

ที่มา : นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 เมษายน 2560