เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นสะพานเชื่อมต่อความสัมพันธ์ในช่วงที่ประชากรโลกต่างต้องเว้นระยะห่างทางสังคมจากเพื่อนและครอบครัว
ผู้บริโภค 48% ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรใช้โซเชียลมีเดียสำหรับอ่านข่าวการระบาดของโรค จากการรายงานข้อมูลของ GlobalWebIndex ซึ่งหมายถึงแพลตฟอร์มต่างๆต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเป็นอันดับแรก ดังนั้นเมื่อการใช้งานพุ่งสูงขึ้นโซเชียลมีเดียมีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง
Facebook
Facebook สร้างศูนย์ข้อมูล Covid-19 ซึ่งเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นและมีประโยชน์มากที่สุดของ Facebook ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคได้เริ่มขึ้น ซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยตรงจากด้านบนของฟีดข่าวหรือจากเมนูหลัก 'ความช่วยเหลือของชุมชน' ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือชุมชนจากการระบาดโดยเฉพาะ
ที่มีข้อมูลครบถ้วนและสถิติ coronavirus ในภาษาท้องถิ่นและแสดงการอัพเดทบน Facebook (รูปภาพจาก Facebook)
ศูนย์ข้อมูลเป็นการจัดเรียงข้อมูลการสนทนาส่วนบุคคลในพื้นที่ทั่วไป และแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งรวมถึงจำนวนผู้ป่วย coronavirus
แบบเรียลไทม์ การเสียชีวิตในภูมิภาคและทั่วโลก รวมถึงการสรุปข่าวสั้นล่าสุด Facebook พยายามอย่างมากในการคัดกรองแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและนำมาแสดงผลบนหน้าฟีดข่าวสารของผู้ใช้งาน ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลผิดๆหรือข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ
ซึ่งฟังก์ชั่นส์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดคือความสามารถในการ 'ขอหรือเสนอความช่วยเหลือ' ซึ่งมีหน้าเฉพาะที่ผู้ใช้สามารถคัดเลือกฟังก์ชั่นส์ต่างๆได้ เช่น ระยะทางจากตำแหน่งปัจจุบัน และประเภทของการร้องขอ (อุปกรณ์สำหรับทารก อาหาร การขนส่ง เป็นต้น) การออกแบบหน้าตาของฟีเจอร์ (UI) ที่ใช้งานง่าย ทำให้ผู้ต้องการความช่วยเหลือได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น หากไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัว สามารถเลือกคำขอที่อยู่ใกล้ตัวเองที่สุด เพื่อที่จะแน่ใจได้ว่าสามารถเดินทางไปช่วยเหลือคนที่ใกล้กับเราได้
TikTok
TikTok ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ คือไอคอนรูปโล่ขนาดเล็กบริเวณมุมขวาบนของหน้าฟีด รวมทั้งแถบแบนเนอร์ขนาดเล็กที่ด้านล่าง หากเนื้อหาที่กำลังดูมีแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับไวรัส – เช่น '# coronavirus ',' #lockdown 'หรือ' #quarantine '
เช่น #lockdown หรือ #quarantine (รูปภาพผ่าน TikTok)
ทั้งสองปุ่มนี้ จะลิ้งค์โดยตรงไปยังหน้า Landing Page ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่และเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้จะถูกฟีดขึ้นมาบนสุด
นอกจากนี้ยังอีกสามปุ่ม ได้แก่ "Protect yourself", "Mythbusters" และ "Q&A" ซึ่งลิ้งค์ไปสู่ข้อมูลโดยองค์การอนามัยที่เขียนขึ้นมาเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงและคำแนะนำพื้นฐานที่เข้าใจง่าย
YouTube
แคมเปญ #WithMe ของ YouTube ถือเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของแพลตฟอร์มที่เรียกร้องให้ผู้สร้างคอนเทนต์ผลิตเนื้อหาที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงกับผู้ชม โดย VDO นี้ผู้ใช้งานสามารถกดเข้าไปเลือกรับชมได้เอง ในขณะเดียวกันข้อมูลข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการระบาดใหญ่ จะถูกจัดหมวดหมู่อยู่ในหน้า coronavirus เป็นหมวดหมู่แนะนำที่จะปรากฏในหน้าแรกของเพลย์ลิสต์จาก NHS และข่าวสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงสถานการณ์ระดับชาติและระดับโลก
และในทำนองเดียวกันกับแพลตฟอร์มอื่นๆ YouTube ทำการจัดอันดับให้แหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ และข้อมูลจากองค์กรด้านสุขภาพจะปรากฏจะอยู่เป็นอันดับแรก ในผลการค้นหาเรื่อง coronavirus พร้อมด้วยจัดอันดับข้อมูลด้านสุขภาพให้อยู่บนสุดของทุกการค้นหา
Instagram
ในทำนองเดียวกันกับ Facebook, Instagram ได้ทำการรับรองข้อมูลของ coronavirus ที่มีถูกต้อง เมื่อทำการค้นหาคำว่า "coronavirus" หรือ "covid19" จะมีลิงก์โดยตรงไปยังเว็บไซต์ NHS ยิ่งไปกว่านั้นสามารถเข้าไปยังบัญชี WHO และ Unicef ได้โดยตรง ซึ่ง Instagram ที่ได้รับการรับรองข้อมูล จะมีเครื่องหมายสีฟ้า
Instagram ยังได้เปิดตัวสติกเกอร์ใหม่ ซึ่งสามารถใช้กับฟังก์ชั่นส์ Story เพื่อให้กำลังใจทุกคนในช่วงการเว้นระยะห่างระหว่างสังคมและสร้าง shopping small ในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ ทั้งนี้ Story ที่ติดสติกเกอร์ดังกล่าวจะถูกแสดงอยู่ในหน้าฟีดแรกของผู้ใช้ที่ถูกสร้างมาเพื่อเป็นศูนย์กลางของจิตใจ
และในเดือนมีนาคมได้เปิดตัวสติกเกอร์ Stay Home ซึ่งได้รับการตอบรับและดึงดูดผู้ใช้จากทั่วทุกมุมโลก ในการแบ่งปันชีวิตประจำวันของพวกเขาในขณะที่พวกเขาอยู่บ้านเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ Hashtag #StayHome มียอดโพสต์กว่า 33.6 ล้านโพสต์ และหลังจากนั้นปล่อยสติกเกอร์ Support Small Business ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ด้วยลูกเล่นการแสดงภาพพร้อมกัน 3 ภาพในการโปรโมทสินค้า ซึ่งมีประสิทธิภาพดีในระดับท้องถิ่นมากกว่าสติกเกอร์ทั่วไปที่มีอยู่ เนื่องจากช่วยส่งเสริมร้านค้าศิลปินและผู้ใช้ที่อาจต้องดิ้นรนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ที่มา : https://econsultancy.com



